บ้านทรงไทยภาคกลาง

Posted on 23. Jul, 2013 by in บ้าน

บ้านทรงไทยภาคกลาง

บ้านทรงไทยถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนไทยสมัยก่อนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการพักอาศัยที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และประโยชน์ใช้สอยต่างๆ บ้านทรงไทยที่นิยมที่สุดคือบ้านทรงไทยภาคกลาง มีลักษณะเป็นบ้านยกพื้นสูง เพื่อป้องกันน้ำท่วมตัวเรือน มีรอบตัวเรือนมีชายคายื่นยาว เพื่อป้องกันกันฝนสาด และแสงแดด การสร้างบ้านทรงไทยภาคกลางยังต้องคำนึงเรื่องทิศทางของการระบายลม และการระบายความร้อน ซึ่งจะพัดจากทิศใต้ไปทิศเหนือ ดังนั้นการวางตัวเรือนของบ้านทรงไทยจึงต้องหันทางทิศใต้ หรือทิศเหนือ เพื่อให้ลมพัดผ่านสะดวก

เอกลักษณ์อีกอย่างของบ้านทรงไทยภาคกลางคือมีชานบ้านที่เป็นพื้นที่โล่งกลางบ้าน จึงเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในครอบครัว นั่งทำงาน และรับรองแขก เป็นต้น บ้านทรงไทยภาคกลางสามารถขยายพื้นที่ของเรือนให้เชื่อมต่อกันได้ โดยใช้ชานบ้านเป็นตัวเชื่อมกัน ทำให้เรามีพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://bansongthaistyle.blogspot.com/

 

บ้านทรงไทยภาคกลาง

ลักษณะของบ้านทรงไทยภาคกลาง

  • บ้านทรงไทยภาคกลางส่วนมากจะยกใต้ถุนสูงจากพื้นดินประมาณความสูงที่พ้นศีรษะของคนเรา รวมทั้งระเบียงและชานบ้านก็ต้องยกพื้นสูงด้วย การยกใต้ถุนสูงจะมีระดับที่ลดหลั่นกัน โดยบริเวณพื้นระเบียงจะลดหลั่นจากพื้นห้องนอนประมาณ 40 เซนติเมตร พื้นชานบ้านลดหลั่นจากระเบียงอีกประมาณ 40 เซนติเมตร และปิดด้วยไม้ระแนงตีเว้นช่อง การลดระดับพื้นนั้นจะช่วยให้ลมพัดผ่านจากใต้ถุนขึ้นมาข้างบนได้สะดวก สามารถมองลงมายังใต้ถุนชั้นล่างได้ และใช้ระดับลดหลั่นในช่วง 40 เซนติเมตรเป็นที่นั่งห้อยเท้าเพื่อความสบายในการพักผ่อนนั่นเองค่ะ
  • หลังคาทรงจั่วสูง หลังคาของบ้านทรงไทยภาคกลางเป็นแบบทรงมนิลา ใช้ไม้ทำโครง และใช้จากแฝกหรือกระเบื้องดินเผาเป็นวัสดุมุงหลังคา วัสดุเหล่านี้ต้องใช้วิธีมุงตามระดับองศาที่สูงชันมาก น้ำฝนจึงจะไหลได้เร็วการทำหลังคาทรงสูงนี้ยังสามารถช่วยบรรเทาความร้อนที่จะถ่ายเทลงมายังส่วนล่าง ทำให้ภายในบ้านเย็นสบาย สำหรับบริเวณครัวโดยทั่วไปตรงส่วนของหน้าจั่วทั้ง 2 ด้าน ต้องทำช่องระบายอากาศโดยใช้ไม้ตีเว้นช่อง เพื่อถ่ายเทควันไฟออกจากห้องครัวได้สะดวก และควรให้ชายคากันสาดยื่นออกจากตัวเรือนมากหน่อย เพื่อป้องกันแดดส่องและฝนสาด
  • ชานกว้าง โดยทั่วไปแล้วมีปริมาณถึงร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมด ถ้ารวมพื้นที่ของระเบียงเข้าไปด้วยจะมีปริมาณถึงร้อยละ 60 พื้นที่นี้ถือว่าเป็นส่วนพักอาศัยภายนอก ส่วนที่พักอาศัยภายในสำหรับนอนหลับพักผ่อนนั้นจะมีฝากั้นเป็นห้อง มีเนื้อที่เพียงร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมด สาเหตุที่มีพื้นที่อยู่อาศัยภายนอกมาก เพราะสภาพภูมิอากาศของบ้านเราที่ร้อนอบอ้าวค่ะ
บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://thaitechno.net/t1/home.php?uid=38779

 

บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://namrin3.blogspot.com/

 

บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://www.hflight.net/forum/m-1217071028/s-all/

องค์ประกอบของบ้านทรงไทยภาคกลาง

  • งัว – ไม้ท่อนกลมยาวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร มีความยาวประมาณ 50 – 70 เซนติเมตร ใช้ไม้ทองหลางวางขวางกับปลายเสา ทำหน้าที่เป็นหมอนรองรับน้ำหนักจากกงพัดถ่ายลงดิน เปรียบได้กับรากฐานของอาคารในปัจจุบันมีไว้เพื่อกันตัวบ้านทรุด
  • กงพัด – ไม้เหลี่ยมขนาด 5 X 15 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 50 – 70 เซนติเมตร สอดในรูที่ถูกเจาะที่โคนเสาเรือน หรือจะใช้คู่ตีขนาบขวางกับเสา โดยบากเสาให้เป็นบ่ารอง แล้วยึดด้วยสลักไม้แสม เส้นผ่าศูนย์กลางสลักประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายทั้งสองของกงพัดต้องวางอยู่บนงัว ทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักจากเสาลงสู่งัว
  • แระ หรือ ระแนะ – แผ่นไม้กลมแบนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 – 50 เซนติเมตร หนาประมาณ 5 – 7 เซนติเมตร ใช้วางก้นหลุมทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักจากเสาสู่พื้นดิน เพื่อป้องกันบ้านทรุดตัว นิยมเลือกใช้ไม้ทองหลาง แระ กงพัด และงัวทำหน้าที่เป็นรากฐานอย่างเดียวกัน ถ้าใช้กงพัด และงัวก็ไม่จำเป็นต้องใช้แระ ซึ่งกงพัด และงัวมักใช้ในบริเวณที่ลุ่มริมน้ำ เพราะรับน้ำหนักได้ดีกว่าแระ แต่การใช้แระสะดวกกว่ากงพัด และงัว
  • เสาเรือน – ไม้ท่อนกลมยาวตลอดลำต้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่โคนประมาณ 25 เซนติเมตร ที่ปลายประมาณ 20 เซนติเมตร นิยมใช้ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้มะค่า หรือไม้แดง
  • รอด – เป็นไม้สี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 5 X 20 ถึง 25 เซนติเมตร นิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น เต็ง รัง เป็นต้น ทำหน้าที่รองรับพื้น หรือเรียกส่วนนี้ของโครงสร้างว่า “คาน” นั่นเอง
  • รา – ไม้เหลี่ยมขนาดประมาณ 5 X 20 ถึง 25 เซนติเมตร ใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น เต็ง รัง ทำหน้าที่เช่นเดียวกับรอด แต่แขวนอยู่กับพรึงซึ่งช่วยให้พื้นแข็งแรง ไม่ตกท้องช้าง
  • ตง – ไม้เหลี่ยมขนาดประมาณ 4 X 5 เซนติเมตร มีระยะห่างประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร นิยมเลือกใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น เต็ง รัง มะค่า หรือแดง วางพาดระหว่างช่วงรอด (คาน)
  • พรึง – ไม้สักสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 5 X 20 เซนติเมตร ทำหน้าที่รัดเสาส่วนที่ติดกับพื้นทั้งสี่ด้านให้อยู่ภายในขอบเขตที่กำหนด และยังทำหน้าที่รับน้ำหนักฝาตลอดทุกด้าน พรึงติดอยู่กับเสาด้วยตะปูจีน ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากรา
  • พื้น – ไม้สักเหลี่ยมแบนขนาดประมาณ 5 X 40 ถึง 50 เซนติเมตร บ้านทรงไทยนิยมใช้ไม้พื้นกว้างมาปูบนตงหรือบนรอด สำหรับเป็นที่พักผ่อนอยู่อาศัย โดยระหว่างแผ่นไม้ต่อแผ่นไม้ของพื้นจะมีเดือยไม้แสมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตรตอกยึดพื้นด้วยระยะห่างเดือยประมาณ 1 – 2 เมตร บางคนใช้เดือยแบนขนาด 1 X 2.5 เซนติเมตร หรือเรียกว่า ลิ้นกระบือ ส่วนพื้นที่ใช้ปูนอกชานบ้านนั้นจะปูเว้นร่องให้น้ำฝนไหลลงใต้ถุนบ้านได้ง่าย โดยร่องพื้นชานนี้มีความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตรเท่านั้นค่ะ
บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://fonseefa.diaryclub.com/20091219/New-year-Party-2010-save-the-world

 

บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://www.siamrath.co.th/web/?q=category/channel/travel&page=3

 

บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://news.voicetv.co.th/global/15169.html

 

บ้านทรงไทยภาคกลาง

รูปภาพประกอบจาก : http://penwisa250.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/

  • ฝักมะขาม – ไม้ขนาด 3.5 X 3.5 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร รูปร่างโค้งงอคล้ายฝักมะขาม ใช้ตอกติดกับเสาใต้พื้นเรือน ทำหน้าที่รองรับแผ่นพื้นที่ชนกับเสาและขาดจากกัน ไม่มีส่วนของรอดรองรับจึงใช้ฝักมะขามรับพื้นแผ่นนี้แทนรอด
  • ฝา – ผืนผนังที่ประกอบกันเข้าเป็นแผ่นผนังขนาดใหญ่จากชิ้นส่วนเล็กๆของไม้จาก หรือไม้ใบบางชนิด โดยมีโครงขอบฝาเป็นไม้จริง หรือไม้ไผ่ ฝาส่วนด้านสกัด (ขื่อ) หัวท้าย เรียกฝาทั้งแผงว่า “ฝาอุดหน้ากลอง” หรือ “ฝาหุ้มกลอง” ส่วนฝากั้นห้องภายในระหว่างห้องนอกกับห้องโถงเรียกว่า “ฝาประจันห้อง”
  • กันสาด – ส่วนหนึ่งของหลังคาที่ยื่นออกไปโดยรอบที่ลดระดับจากหลังคาลงมา แต่ทำมุมน้อยกว่าหลังคา กันสาดประกอบไปด้วยจันทัน กันสาด แปกลอน และวัสดุมุง ปลายจันทันข้างหนึ่งตอกยึดอยู่กับเต้าด้วยสลักไม้ (ค้างคาว) อีกข้างหนึ่ง รองรับน้ำหนักด้วยค้ำยันหรือเสานางเรียง กันสาดทำหน้าที่ป้องกันแดดส่องและฝน
  • เต้า – ไม้เหลี่ยมขนาด 5 X 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ใช้สอดทะลุเสาโดยให้ห่างจากปลายเสา 50 – 60 เซนติเมตร ทำหน้าที่น้ำหนักเชิงชายและปลายหลังคา และเป็นที่ยึดเกาะของจันทันบริเวณกันสาด เต้าที่อยู่ตรงมุมเรือนมีอยู่ 2 ตัวเรียกว่า เต้ารุม เต้าที่ไม่อยู่ตรงมุมและมีตัวเดียวเรียกว่า เต้าราย เต้าจะมีปลายข้างหนึ่งเล็กและมีโคนใหญ่ เมื่อสอดเต้าผ่านเสาที่เจาะรูพอดีกับเต้าเสาและเต้าแล้วจะได้ความแน่นที่พอดีในระยะที่ต้องการ
  • สลัก และ เดือย – ไม้สี่เหลี่ยมสอดทะลุระหว่างโคนเต้ากับจันทันกันสาด ทำหน้าที่ยึดเกาะเต้ากับจันทันกันสาดให้ติดกัน มีขนาด 5 X  1.5 ถึง 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เดือยเป็นไม้ขนาด 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 X 12 เซนติเมตร
  • ค้างคาว – ไม้เหลี่ยมกว้างประมาณ 8 X 10 เซนติเมตร เจาะช่องกลางกว้างกว่าขนาดของจันทันกันสาดและเต้าเล็กน้อย เพื่อให้ทั้งสองสามารถสอดผ่านค้างคาวได้ แล้วใช้ยึดด้วยเดือยขนาด 2 เซนติเมตร ยาว 15 เซนติเมตร ทำหน้าที่เหมือนสลัก และเดือย
  • หัวเทียน – เป็นส่วนหนึ่งของเสา ตรงปลายควั่นเป็นแท่งกลมยาวประมาณ 10 X 11 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร มีหน้าที่ยึดปลายขื่อให้ติดกับเสา โดยเจาะแผ่นขื่อเป็นรูกว้างกว่าหัวเทียนพอสวมเข้าได้ เพื่อช่วยยึดหัวเสาทั้งสองข้าง
  • ขื่อ – เป็นไม้สักแผ่นสี่เหลี่ยมขนาด 5 X 20 เซนติเมตร มีหน้าที่ยึดหัวเสาทั้งสองข้างเข้าหากัน ขื่อมี 2 ชนิด ได้แก่ ขื่ออยู่กลางห้องมีขนาดเท่ากับหัวเสา และขื่ออยู่หัวท้ายของบ้านติดกับฝาหุ้มกลอง มีขนาดใหญ่กว่าหัวเสา
  • ตั้ง – มี 2 ชนิดคือ ไม้เหลี่ยมแบนขนาดโคน 5 X 20 เซนติเมตร ปลายมีขนาด 5 X 12 เซนติเมตร ทำหน้าที่ยึดอกไก่กับขื่อปลายล่างของดั้งติดกับขื่อ โดยเข้าเดือยเข็นทั้งหมดนี้เรียกว่า “ตั้งแขวน”  และไม้กลมยาวคล้ายเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร ตั้งอยู่กึ่งกลางรอดยาวถึงขื่อแบน เรียกส่วนกลมของดั้งนี้ว่า “เสาดั้ง”
  • อกไก่ – ไม้สักเหลี่ยมรูปข้าวหลามตัด มึความยาวตลอดตัวเรือน และมียื่นหัวท้ายอีกข้างละประมาณ 60 – 75 เซนติเมตร มีหน้าที่ยึดหน้าจั่ว ดั้ง และจันทัน จะตั้งอยู่บนยอดสุดของหลังคา
  • จันทัน – ไม้เหลี่ยมแบนขนาด 5 x 25 เซนติเมตร มีรูปร่างอ่อนช้อยตามแบบ อยู่ระหว่างสองข้างของสามเหลี่ยมโครงหลังคา ทำหน้าที่รับน้ำหนักของหลังคาที่ถ่ายมายังกลอน แป และจันทันตามลำดับ จันทันนี้มีอยู่เฉพาะส่วนของห้องที่ไม่มีหน้าจั่ว ส่วนห้องที่มีหน้าจั่วให้แผงหน้าจั่วรับน้ำหนักหลังคาแทนจันทัน
  • แป – มี 2 ชนิด คือ แปหัวเสา ไม้เหลี่ยมขนาดประมาณ 10 x 10 เซนติเมตร ยาวตลอดหลังคา ทำหน้าที่ยึดหัวเสาระหว่างห้องต่อห้อง และแปลาน ไม้เหลี่ยม 5 X 10 เซนติเมตร พาดอยู่ระหว่างจันทันกับแผงหน้าจั่วยาวตลอดเรือน ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากกลอนสู่จันทัน
  • กลอน – ไม้เหลี่ยมแบนขนาด 1.5 X 7.5 เซนติเมตร วางขวางพาดอยู่กับแป ระยะห่างระหว่างกลอนประมาณ 40 เซนติเมตร มีอยู่ 2 ชนิด คือ กลอนสำหรับหลังคาจาก เป็นกลอนเรียบเจาะรูข้างหนึ่ง ระยะห่างของรู ประมาณ 10 เซนติเมตร สำหรับใช้ตอกร้อยมัดกับจากติดกับแปด้วยการตอกสลักไม้แสม ปลายด้านบนเข้าเดือยหางเหยี่ยวติดกับอกไก่ ปลายด้านล่างตอกติดกับสะพานหนู และกลอนสำหรับมุมหลังคากระเบื้องเรียกว่า “กลอนขอ” เป็นรูปหยักบากเพื่อให้ระแนงวางทับ ระยะห่างของช่วงบากประมาณ 10-12 เซนติเมตร มีทั้งแบบบากทุกช่วงกับแบบบาก 1 ช่วง เว้น 1 ช่วง สลับกันไป กลอนขอนี้ตอกติดกับแปโดยตะปูเหลี่ยมแบนแต่ไม่ตอกทุกช่วง ตอกเป็นจังหวะห่างๆ
  • ระแนง – ไม้เหลี่ยมขนาด 2.5 X 2.5 เซนติเมตร วางตามยาวของหลังคาขนานกับอกไก่ ใช้สำหรับหลังคาเรือนที่มุงด้วยกระเบื้อง ทำหน้าที่รองรับกระเบื้อง และถ่ายน้ำหนักลงยังกลอน ทำการยึดติดกับกลอนโดยใช้ไม้แสมเป็นสลักเดือย
  • เชิงชาย – ไม้เหลี่ยมขนาด 5 X 20 เซนติเมตร ติดอยู่ที่ปลายเต้า มีความยาวรอบชายคา ทำหน้าที่รับตะพานหนู และรับน้ำหนักทั้งหมดจากปลายกลอน
  • ตะพานหนู – ไม้เหลี่ยมแบนขนาด 1.5 X 7.5 เซนติเมตร ติดอยู่ด้านบนของเชิงชาย และยึดปลายกลอน ทำให้น้ำฝนไหลออกไปด้านนอก
  • ปั้นลม – แผ่นไม้แบนขนาดหนา 2.5 – 3 เซนติเมตร ติดอยู่ปลายแปหัวเสา แปลาน และอกไก่ มีหน้าที่ปิดชายคาด้านสกัดหัวและท้ายกันลมตีจากหรือกระเบื้อง ส่วนล่างของปั้นลมแต่งรูปเป็นแบบตัวเหงาเรียกว่า “เหงาปั้นลม” หรือแต่งเป็นรูปหางปลา การติดตั้งใช้ตะปูตอกจากใต้แปทะลุไปติดปั้นลม
  • หน้าจั่ว – แผงไม้รูปสามเหลี่ยม สร้างขึ้นจากองค์ประกอบของชิ้นไม้ในลักษณะต่างๆ ใช้ประกบปิดตรงส่วนที่เป็นโพรงของหลังคา เพื่อป้องกันลม แดด และฝน
  • หลังคา – เป็นชิ้นส่วนที่เป็นผืน ทำหน้าที่กันแดดและบังฝนให้กับตัวเรือน ใช้วัสดุหลายอย่างประกอบกันจนเป็นตัวหลังคา ได้แก่ กระเบื้อง จาก แฝก และหญ้าคา วัสดุเหล่านี้หาได้ง่ายในท้องถิ่น ถ้าเรามุงด้วยกระเบื้องจะดูดซึมความร้อนมากกว่ามุงด้วยจากหรือแฝก
  • ไขรา – ส่วนของหลังคาที่ยื่นจากฝา หรือจากหน้าจั่วออกไป หากไขราอยู่บริเวณกันสาดยื่นจากฝาเรียกว่า “ไขรากันสาด” หากตรงหน้าจั่วเรียกว่า “ไขราหน้าจั่ว” หรืออยู่ตรงปีกนกเรียกว่า “ไขราปีกนก”
  • คอสอง – ส่วนบนของฝา มีระยะต่ำจากแปหัวเสา หรือชื่อลงมาประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นช่องลูกฟักสี่เหลี่ยม อยู่โดยรอบของเรือน
  • ร่องตีนช้าง – ส่วนล่างของฝาระหว่างบนพรึงถึงกรอบเช็ดหน้า อยู่บริเวณใต้หน้าต่าง เป็นช่องลูกฟักสี่เหลี่ยมคล้ายคอสอง
  • ช่องแมวรอด – ช่องระหว่างห้องนอนกับพื้นระเบียง หรือ ช่องว่างระหว่างพื้นระเบียงกับพื้นชานบ้าน ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 40 เซนติเมตร มีความยาวตลอดตัวบ้าน เพื่อเป็นที่ให้ลมพัดผ่านจากใต้ถุนขึ้นบนเรือน และเป็นที่ทำให้ลมภายในไหลผ่านช่องนี้ได้
  • ประตูห้อง – เป็นทางเข้าออกระหว่างห้องนอน ห้องครัวกับระเบียง ประกอบไปด้วยกรอบเช็ดหน้า บานประตูและเดือย ธรณีประตูดาลคู่
  • ประตูรั้วชาน – เป็นทางเข้าออกระหว่างชานกับบริเวณบ้าน โดยมีบันไดเป็นตัวกลาง ลักษณะและส่วนประกอบเหมือนประตูห้อง แต่มีซุ้มหลังคาข้างบนกันฝนสาดมาถูกบานประตู และเน้นทางขึ้นให้มีความสำคัญและน่ามองยิ่งขึ้น
  • หน้าต่าง – เป็นส่วนประกอบของฝาเรือนที่ทำติดเป็นส่วนเดียวกัน แต่เป็นช่องเจาะให้แสงสว่าง อากาศ และลมผ่านเข้าออกได้ รวมทั้งเป็นช่องให้สายตาของผู้อยู่ภายในห้องมองออกไปภายนอกได้
  • กรอบเช็ดหน้า – วงขอบรอบนอกของบาน (วงกบ) เป็นไม้เหลี่ยมแบนขนาด 3.5 X 12.5 เซนติเมตร วางประกอบตามส่วนแบนเข้ามุม 45 องศา เซาะร่องบัวประดับ ส่วนล่างจะกว้างกว่าส่วนบน
  • ตัวบาน – ใช้แผ่นไม้หนาประมาณ 3 เซนติเมตร แบ่งเป็น 2 แผ่นต่อ 1บาน มุมสุดบนและล่างมีเดือยเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร ยาว 2.5 เซนติเมตร (แบบเดือยไม่ทะลุ) และยาว 6 เซนติเมตร (แบบเดือยทะลุ) สอดใส่ในรูของธรณีหน้าต่างแทนบานพับ
  • ธรณีหน้าต่าง – ไม้เหลี่ยมขนาดหนา 3 ถึง 5 X 10 เซนติเมตร ยาวตลอดความกว้างของหน้าต่างและเลยออกไปข้างละ 10 เซนติเมตร ติดกับผ้าด้วยตะปูจีน หรือลิ่มไม้แสม
  • หย่อง – เป็นแผงไม้ที่ติดอยู่ตรงส่วนล่างของช่องหน้าต่าง แกะเป็นลวดลายหรือฉลุโปร่ง หนาประมาณ 2 เซนติเมตร สูง 20 – 25 เซนติเมตร
  • อกเลา – ไม้เหลี่ยมสันขนาด 3 X 5 เซนติเมตร (เฉพาะบริเวณหน้าต่าง) ยาวตลอดบาน ติดอยู่กับบานหน้าต่างบานหนึ่ง เพื่อบังช่องหน้าต่างทั้งสอง
  • ดาลเดี่ยว – ทำหน้าที่เป็นกลอนติดอยู่ส่วนกลางของบานหน้าต่าง เป็นไม้เหลี่ยมขนาด 3 X 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีไม้รัดทาบกับตัวบานข้างละอัน
  • กบ – เป็นกลอนของหน้าต่าง แต่ติดอยู่ส่วนล่าง เป็นไม้แบนขนาดหนา 1 X 5 เซนติเมตร สูงประมาณ 10 เซนติเมตร เจาะธรณีหน้าต่างให้เป็นร่อง เมื่อปิดบานสนิทแล้วจึงใส่กบลงไป
  • กระได หรือ บันได – ส่วนประกอบของไม้มีลูกขั้น (ตามแนวนอน) กับแม่กระได (ตามแนวตั้ง) ใช้สำหรับขึ้นจากพื้นดินไปสู่ชานบ้าน กระไดแบบเดิมวางพาดกับพื้นและขอบพรึง เพื่อชักขึ้นเก็บบนนอกชานได้ในตอนกลางคืน ช่วยให้เกิดความปลอดภัยจากสัตว์ร้ายหรือขโมย

Tags: , , , , ,

cheap uggs cheap uggs cheap uggs cheap uggs cheap ugg boots cheap ugg boots cheap ugg boots cheap ugg boots cheap ugg boots uggs outlet cheap jerseys cheap uggs uggs outlet cheap nfl jerseys cheap jerseys cheap jerseys china wholesale jerseys wholesale nfl jerseys wholesale nfl jerseys china wholesale jerseys cheap